top of page

ตัวเลขกับชีวิต

     




โหราศาสตร์ยูเรเนียนกับ ความหมายของตัวเลข

  

ความหมายและปรัชญาของตัวเลขนี้มาจากความเชื่อที่ว่ามนุษย์เราไม่ได้เห็นตัวเลขเป็นแค่การเรียงลำดับตามจำนวนเท่านั้นแต่เรายังได้รับอิทธิพลจากตัวเลขด้วย (เหมือนอย่างที่คนไทยชอบเลข 9 เพราะไปพ้องกับคำว่าก้าวหน้านั่นแหละค่ะ แต่ในญี่ปุ่นจะไม่ชอบเลข 9 เพราะไปพ้องกับคำว่า ทุกข์หรือลำบาก ในภาษาญี่ปุ่น)  เรื่องปรัชญาของตัวเลขนี้กล่าวกันว่า นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวกรีกโบราณที่ชื่อ Pythagoras(B.C.582~B.C.496)ได้กล่าวถ้อยคำทิ้งไว้ว่า “ทุกสิ่งในเอกภพมีรากฐานมาจากจำนวนและดำเนินไปตามกฎของจำนวน ดังนั้นจำนวนจึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงคุณลักษณะและการเคลื่อนไหวของทุกสิ่งในจักรวาล” เขาจึงได้รับสมญาว่าเป็นบิดาแห่งวิชาเลขศาสตร์   เรื่องของการใช้จำนวนมีปรากฏอยู่ในอารยธรรมโบราณหลายแห่ง เช่น ในประเทศจีน, อียิปต์,จักรวรรดิโรมันและประเทศอื่น ๆ  อย่างเลขฐาน 60 ก็มีทฤษฎีกล่าวว่ามาจากบาบิโลเนีย  แต่เนื่องจากหลักฐานไม่ค่อยมีหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน จึงสันนิษฐานกันว่าการถ่ายทอดความรู้ในสมัยนั้นคงจะใช้วิธีการถ่ายทอดบอกต่อกันด้วยปากเปล่าและจะบอกเฉพาะกับผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

หลังจากสมัยของ Pythagoras แล้วก็มีนักปรัชญาชาวกรีกชื่อ Plato ได้ก่อตั้งโรงเรียนชื่ออคาเดเมียขึ้น ณ ที่นี้เรื่อง”จำนวน” ได้รับการวิจัยและขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง จนภายหลังได้มีการนำมาเชื่อมต่อเข้ากับวิชาโหราศาสตร์ตะวันตก, ไพ่ทาโรต์ รวมทั้ง Kabbalah (หลักการของศาสนายิว) ด้วย

จึงมีคำกล่าวว่า “มนุษย์ใช้จำนวนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติหรือพระเจ้า” ดังนั้นการนำตัวเลขมาใช้พยากรณ์จึงเป็นการอ่านจำนวนในรูปแบบลักษณะต่าง ๆ สาเหตุที่ใช้พยากรณ์ได้เพราะความศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในจำนวนแล้วนั่นเอง

 ในสมัยเรอเนสซองเป็นสมัยที่ความรู้เกี่ยวกับการใช้จำนวนเฟื่องฟูมาก และในปัจจุบันก็ได้รับความสนใจในประเทศอเมริกาและยุโรปโดยทั่วไป   ส่วนคำว่า”เลขศาสตร์” (Numerology) เพิ่งจะปรากฏมีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงทศวรรษ 1910   

 

 โหราศาสตร์ยูเรเนียนกับหลักปรัชญาและความหมาย

 

เลข 0          (โหราศาสตร์ยูเรเนียน) จริง ๆ เป็นเลขที่เกิดขึ้นมาภายหลัง  การเขียนเป็นรูปทรงกลมหรือค่อนข้างเป็นทรงกลม ให้สังเกตุว่าเมื่อเขียนขึ้นเลขศูนย์ขึ้นมาแล้วเหมือนกับมีจุดหนึ่งปรากฏขึ้นมา ในทางคณิตศาสตร์ รูปทรงกลมนี้จะเรียกว่า  henagon (or monogon) หรือรูปหนึ่งเหลี่ยม  ดังนั้นเลขศูนย์กับเลขหนึ่งจึงมีคุณลักษณะที่ใกล้เคียงกัน   ในทางไพ่ทาโรต์ เลขศูนย์คือไพ่ The Fool (ในไพ่ที่จ๊ะเอ๋เรียนเรียกว่า Fool Child) คือเปรียบเสมือนจิตวิญญาณ (spirit) ของไพ่ยิบซี ส่วนเลขหนึ่งคือไพ่ The Magician ซึ่งเปรียบเสมือน

                   ร่างกาย (body) ที่จิตวิญญาณนี้สถิตอยู่  พูดง่าย ๆ คือเป็นเหมือนสิ่งเดียวกันแต่คนละส่วนนั่นเอง   เลขศูนย์มีลักษณะเป็นทรงกลม จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น Holy Spirit คือเป็นสิ่งที่ห่อหุ้มทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ทั้งหมด เหมือนกับพระเจ้า และในขณะเดียวกันก็เป็นที่เกิดและดับของทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกันเนื่องจากสถิตอยู่กับเลขหนึ่งในยามที่ปรากฏตัวตนออกมา  เลขศูนย์ยังหมายถึงสินแร่และพลังงานที่ซ่อนเร้นอยู่ด้วย โดยเฉพาะที่อยู่ใน power stone

 

 

เลข 1      (โหราสาสตร์ยูเรเนียน)มาจาก image ของสัญลักษณ์ที่ว่า ในที่ที่ไม่มีอะไรเลยแล้ว     ปรากฏจุด ๆ หนึ่งขึ้นมา ความหมายของเลขหนึ่งก็คือ จักรวาล    

    พูดถึงทฤษฎี Big Bang ที่เชื่อกันว่าจักรวาลเกิดจากการเกิดและดับต่อเนื่องกัน

    วนเวียนอยู่เช่นนี้ 

ในที่ที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเลยแต่แล้วก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง แสดงให้ประจักษ์ว่าในสิ่งที่แม้เราจะดูว่าเหมือนกับไม่มีอะไร แต่แท้ที่จริงแล้วภายในสิ่งนั้นก็มีกฏระเบียบหรือกลไกที่เป็นไปตามครรลองของมันอยู่ จนกระทั่งถึงเวลาจึงได้จุดที่แสดงตัวออกมา จึงเกิดเป็น Big Bang ขึ้นแล้วกว่าที่มวลสารทั้งหลายจะมารวมตัวกันก่อให้เกิดรูปร่างเห็นเป็นจักรวาลขึ้นก็ใช้เวลายาวนานมาก 

  ในทางเลขศาสตร์ เลขหนึ่งหมายถึง จุดเริ่มต้น การเริ่มของทุกสิ่ง ความเป็นเพศชาย  การแสดงตัว การกระทำ การตัดสินใจ ความแปลกใหม่ ดังนี้เป็นต้น  เลขหนึ่งที่สัญลักษณ์แทนด้วยจุด ๆ หนึ่งนี้คือลำแสงของการเริ่มต้นอย่างแท้จริง 

   ก่อนหน้าที่จะมีการบัญญัติเลขศูนย์ขึ้น เลขหนึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนที่น้อยที่สุด ในทางวิชาเลขศาสตร์จึงถือว่าเป็นจำนวนที่เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

   หากเทียบว่าเลข『0 』 คือ nothing แล้วเลข 『1 』ก็คือ something เสมอดังนั้นจึงใช้เป็นหน่วยพื้นฐานในการวัดและประเมินสิ่งต่าง ๆ     ขอให้สังเกตุว่า ไม่ว่าเราจะคูณเลข 1 กี่ครั้งก็จะได้ผลลัพธ์เป็น 1 เช่นเดิม (1×1×1=1)ดังนั้นเลขหนึ่งจึงเป็นตัวเลขที่เน้นย้ำให้เห็นถึงการมีตัวตนที่พิเศษโดยไม่มีการสั่นคลอนอีกด้วย  ในกลุ่มหลักคำสอนของ Pythagoras จึงเห็นว่าเลข 1 คือคุณลักษณะที่แท้จริงของสรรพสิ่งในจักรวาลซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

เลข 2 (โหราศาสตร์ยูเรนียน)

image ของเลขสองคือมีจุดเกิดขึ้นมาอีกจุดหนึ่งเป็นสองจุดอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามแล้วนำเส้นมาลากเชื่อมต่อกัน การลากเส้นเชื่อมต่อกันนี้ทำให้เกิดจิตสำนึกที่เรียกว่า “ตนเอง”กับ”ผู้อื่น”ขึ้นมา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Duality (ความเป็นคู่) ในปรัชญาของตัวเลขหมายถึง ความสมดุลย์ ความสอดคล้องกลมกลืน การผสานเข้าด้วยกัน ความสัมพันธ์ของมนุษย์ ความร่วมมือ  ความเป็นเพศหญิง การเปรียบเทียบ การเผชิญกัน ขอบเขต การรับ การมีเซนส์ความรู้สึก เป็นต้น   ที่โรงเรียนจ๊ะเอ๋สอนว่าเลขสองเกิดมาจากเลขหนึ่ง สาเหตุที่ต้องแบ่งออกเป็นสองคือเพื่อให้มีการวิวัฒนาการออกมาเป็นสิ่งมีชีวิต   

                        เลขสองแทนด้วย“พืชพันธุ์” จะสังเกตุได้ว่าพืชมีลักษะที่เหมือนกับของ 2 เพศอยู่ในตัว คือมีลำต้นและเมล็ดพันธุ์อยู่ด้วยกันในการขยายพันธุ์ หรือบางชนิดก็สามารถใช้กิ่งขยายพันธุ์ได้ แต่อย่างไรก็ตามพืชยังมิได้วิวัฒนาการไปถึงขึ้นที่สามารถจะเคลื่อนไหวได้

  หลักการและปรัชญาของเลข 2 ที่ประจักษ์ว่าเกิดมาจากเลข 1 ก็คือในสิ่งเดียวกันจะมีลักษณะที่ตรงข้ามกันชนิดที่ว่าเป็นคนละขั้วแต่ก็อยู่ด้วยกันเสมอเนื่องจากว่าเป็นสิ่งเดียวกัน   หลักการของเลข 2 จึงมีสัญลักษณ์และสิ่งต่าง ๆ ที่แทนได้อยู่มากมาย เช่น แสงกับเงา,ความเป็นความตาย,ความดีความชั่ว เป็นต้น  มนุษย์เพศชายอย่างเดียวก็ไม่ใช่มนุษย์โดยสมบูรณ์ ต้องมีเพศหญิงด้วยจึงจะสามารถมีวิวัฒนาการในการดำรงเผ่าพันธุ์และการสืบพันธุ์ของมนุษย์ต่อไปได้  มีแต่กลางวันอย่างเดียวก็ไม่นับเป็นหนึ่งวันต้องมีกลางคืนด้วย ในทางจิตวิทยากลางวันคือ public life ในขณะที่กลางคืนคือ private life ดังนี้เป็นต้น    หนึ่งในหลักการและปรัชญาของไพ่ยิบซีที่จ๊ะเอ๋เรียนที่ญี่ปุ่น (เนื่องจากเป็นสไตล์ spiritual healing) เขาจึงสอนว่าการที่มนุษย์แยกออกเป็นสองเพศก็แสดงให้เห็นแล้วถึงความไม่สมบูรณ์ คุณไม่ใช่พระเจ้า ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์คุณจึงต้องใช้หลักการของเลขสอง นั่นคือพลังของความเป็นเพศชายและเพศหญิงในตัวออกมาอย่างถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้ตนเองกลับไปสู่ที่มาของตน คือ จักรวาล (กลับไปสู่เลข 1) นั่นเอง 

 

 ในประเทศจีนโบราณมีแนวคิดของหยินกับหยาง โดยแบ่งประเภทของ spirit ของทุกสิ่งในโลกออกเป็นสองอย่างตามคุณลักษณะที่ตรงข้ามกันกัน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการเกิดและดับจึงเป็นคุณสมบัติของทุกสรรพสิ่งนั่นเอง

ในปัจจุบันระบบดิจิตอลก็ใช้ระบบเลขฐานสอง คือใช้เลข 0 กับ 1 เพื่อเป็นการลดภาระของเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการใช้การคำนวนตัวเลขเพื่อเปลี่ยนเป็นความเร็วสูงนั่นเอง 

 

 

   เลข 3  (โหราศาสตร์ยูเรนียน)              

Image ของเลข 3 ก็คือ มีจุด ๆ หนึ่งเกิดขึ้นใกล้กับเส้นที่ลากเชื่อมจุดสองจุดให้เข้าด้วยกันในที่มาของเลข 2  ดังนั้นเมื่อลากเส้นเชื่อมต่อเข้าด้วยกันทั้งหมดแล้วเส้นเดิมจึงกลายเป็นเสมือนกับรากฐานรองรับจุดใหม่ที่เกิดขึ้นมานั่นเอง

 

  ความหมายของเลข 3 ในทางเลขศาสตร์ก็คือ มุ่งออกไปสู่ภายนอก, การแสดงออกถึงตัวตน, การผลิตหรือการเกิดสิ่งมีชีวิต (เนื่องจากเกิดมาจากการรวมตัวของเลข 1 กับ 2) , ความเป็นกลาง  ในทางคณิตศาสตร์เขียนแสดงด้วยรูปสามเหลี่ยมซึ่งเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่มั่นคงที่สุด  ภาพของเลข 3 ที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือ พีระมิด, ภาพครอบครัว (พ่อ แม่ ลูก)ที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมคล้องใจเอาไว้  แม้แต่ในโลกของเราที่เป็นสสารสิ่งที่มีลักษณะอย่างน้อยเป็น 3 มิติเราถึงจะรู้สึกได้ว่ามันมีชีวิตหรือมีตัวตนอยู่  

 

เลข 3 คือวิวิฒนาการของสิ่งมีชีวิตมาจนถึงในระดับที่เคลื่อนไหวได้ซึ่งก็คือ สัตว์ การแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็น 3 เป็นการแบ่งจากวิวัฒนาการในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งในขั้นนี้สิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์สามารถเคลื่อนไหวได้แล้ว แตกต่างจากพืชส่วนใหญ่ที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ดังนั้นในราศีที่นอกจากแบ่งออกเป็นเพศหญิงกับเพศชายในหลักการของเลข 2 แล้วจึงยังแบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามการเคลื่อนไหว ซึ่งก็คือ จรราศี (Cardinal Sign),สถิรราศี(Fixed Sign), และอุภยะราศี (Mutable Sign)นั่นเอง

  เลข 3 ในไพ่ยิบซีถือเป็นเลขที่สำคัญมาก เพราะถือเป็นการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ซึ่งมีความมั่นคงด้วย (เป็นสิ่งที่เกิดจากของสองสิ่งที่มีคุณลักษณะตรงข้ามกัน)

  ในโครงสร้างของบางระบบที่สำคัญ เพื่อป้องกันความเสียหายหรือการชำรุด เขาจะกำหนดให้ระบบมี3 ชั้นคือ ระบบหลัก  ระบบรอง จากนั้นก็มีระบบสำรองเอาไว้ด้วย

ในศาสนาคริสต์เองก็มีตรีเอกานุภาพ (the Trinity) ซึ่งแสดงถึงหลักปรัชญาคำสอนที่กล่าวว่าพระเจ้ามีอยู่เพียงหนึ่งเดียวก็จริงแต่ปรากฏตัวออกมาเป็นสามรูปร่าง คือ พระบิดา พระบุตรและพระจิตซึ่งมีคุณลักษณะเช่นเดียวกันทั้งหมด  ก็คงเหมือนหลักการปรัชญาของโหราศาสตร์ที่บอกว่ามนุษย์ประกอบด้วย กาย จิต และวิญญาณ นั่นเอง 

  เลข 3 ถือว่ามีความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ภาพข้างล่างนี้ปรากฏในจตุรัสกล (Magic Square) ของโหราศาสตร์จีนคือการนำเอาจำนวนมาเขียนเรียงกันเป็น 3 แถวโดยที่ผลบวกของแต่ละแถวไม่ว่าจะเป็นแนวใดก็ตามจะมีค่าเท่ากับ 15 เหมือนกันหมด

 

 

เลข 4   (โหราศาสตร์ยูเรเนียน)      หมายถึง  combination; union มาจาก image ของการลากเชื่อมเส้น 2 เส้นที่มีคุณสมบัติเหมือนกันต่อเข้าด้วยกัน ในทางคณิตศาสตร์จึงเป็นเหมือนกำลังสองของจำนวน 2 (2+2, 2x2, 22  = 4) ดังนั้นเลข 4 จึงมีความสมดุลย์และมั่นคงเช่นกันดังจะเห็นได้จากในรูปทรงต่าง ๆ ที่เรามองเห็นว่ามีตัวตนก็เป็นสิ่งที่มี 4 ด้าน 4 มิติเช่นกัน (กว้าง หนา ยาว ลึก)  

 

พื้นฐานของการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์จะเกี่ยวข้องกับเลข 4 อย่างมากเนื่องจากการให้ความรู้สึกที่มั่นคง ปลอดภัย เช่น ฤดูกาลทั้ง 4 (ใบไม้ผลิ ร้อน ใบไม้ร่วง หนาว) ทิศหลักทั้ง 4 (เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก รวมทั้ง หน้า หลัง ขวา ซ้าย) , เวลาในหนึ่งวัน (เช้า กลางวัน เย็น กลางคืน) เป็นต้น

 

ความหมายของจำนวน 4 คือ สิ่งที่ Fixed ยึดมั่นยึดถือ ,กฏเกณฑ์,ความเป็นสสาร,ความมีอยู่จริง,ความหนักแน่นเอาจริงเอาจัง,ความแข็งแกร่ง,ความอดทน,ความเชื่อมั่น ไว้ใจ, ความดื้อดึง และอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม 4 แม้ว่าจะมีความมั่นคงแต่ก็ยังไม่มั่นคงเท่ากับ 3 สามารถพังทลายหายไปได้เมื่อขาดความสมดุลย์ที่มาจากหลักการของจำนวนหมายเลข 2 ไป เหมือนกับกฏเกณฑ์ประเพณีจารีตที่เรายึดถือกันมาอย่างเคร่งครัดแต่เมื่อถึงสมัยหนึ่งก็อาจถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกเลิกไปได้ 

 

นักปรัชญาชาวกรีกโบราณหลายคนคือThalēs (624 -546 B.C.), Empedocles (493-430B.C.), Aristotle (384-322 B.C.) ได้กล่าวถึงทฤษฎีของธาตุทั้ง 4 (theory of four elements)ไว้ว่า “ทุกสรรพสิ่งเกิดมาจากหรือประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ไฟ ดิน ลม น้ำ” ซึ่งทฤษฎีนี้ได้กลายเป็นรากฐานของการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และธรรมชาติวิทยาในวัฒนธรรมตะวันตกต่อมา 

จะเห็นว่าสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดบนโลกจะมี DNA《 deoxyribonucleic acid 》ที่เป็นตัวถ่ายทอดทางพันธุกรรม    DNA มีรูปร่างเป็นเกลียวคู่ คล้ายบันไดลิงที่บิดตัว ขาของบันไดแต่ละข้างก็คือการเรียงตัวของนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide = โมเลกุลที่ประกอบด้วยน้ำตาล ฟอสเฟตและเบสหรือด่าง)        ซึ่ง นิวคลีโอไทด์นี้มีอยู่ 4 ชนิด คือ อะดีนีน (adenine, A) , ไทมีน (thymine, T) , ไซโทซีน (cytosine, C) และกัวนีน (guanine, G) ซึ่งแสดงให้เห็นรากฐานของเลข 4 ที่ปรากฏอยู่ในสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดนั่นเอง

ในโลกตะวันตกมีแนวคิดที่เกิดมาจาก image ของสี่เหลี่ยมจตุรัสและธาตุทั้ง 4 ว่าเป็นสัญลักษณ์ของ

องค์ประกอบ 4 อย่างคือ “World โลก”  ”Authority อำนาจปกครอง” ”Kingdom จักรวรรดิ”    

 ”Emperorจักรพรรดิ” ในขณะที่หลักคำสอนของ Pythagoras กล่าวว่า จำนวน 4 แสดงถึงตัวเลขของความยุติธรรมและความเที่ยงตรง

 

จำนวน 4 คือการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตถึงขั้นมนุษย์ ซึ่งต่างจากสัตว์ที่มีวิวัฒนาการในระดับจำนวน 3 ที่สามารถเคลื่อนไหวได้เท่านั้น แต่สิ่งที่มนุษย์ต่างจากสัตว์คือมีสิ่งที่เรียกว่า ทัศนคติหรือมุมมองของการดำเนินชีวิต คือไม่ได้เป็นไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น นี่คือสาเหตุที่ราศีแบ่งออกไปเป็น 4 ธาตุตามทัศนคติหรือมุมมองในการดำเนินชีวิตนั่นเอง

 


  เลข 5 (โหราศาสตร์ยูเรนียน)

 

 ภาพ Image มาจากการที่มีฐานซึ่งมีความมั่นคงจากเลข 4 แล้วเกิดมีจุด ๆ หนึ่งขึ้นเพิ่มขึ้นมาโดยจุดนี้จะเป็นตัวที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เมื่อลากเส้นเชื่อมต่อจุดทั้ง 5 แล้วก็จะได้รูปดาว 5 แฉก (Pentagon)                       

 นอกจากนี้ยังกล่าวกันว่าจำนวน 5 ก็คือมนุษย์ที่อยู่ในท่าของตัวอักษรจีนรูปตัว大 คือ ศีรษะ มือทั้งสองข้างและ เท้าทั้งสองข้าง ในสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิดจะมีนิ้ว 5 นิ้ว (ขา) ในแต่ละข้าง

จำนวน 5 ถือเป็น tool ที่ให้พลังให้การเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งที่เป็นเป้าหมาย จะเห็นได้จากการที่เราใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (มองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส สัมผัส) ในการตอบรับและรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก

 

 ความหมายของเลข 5 คือ การเปลี่ยนแปลง,อิสระ,ความสามารถหลายทาง, shift,transition, switchover, ความหลากหลาย,การวิเคราะห์,การพังทลาย เป็นต้น

  ส่วนประกอบนี้คือ ต้นไม้ ไฟ ดิน ทอง และน้ำ ปรัชญาของแนวคิดนี้กล่าวว่าองค์ประกอบทั้ง 5 นี้มีอิทธิพลต่อกันทำให้ทุกสิ่งในเอกภพมีการเกิดและดับโดยที่การเปลี่ยนแปลงจะดำเนินไปในลักษณะเป็นวงจรที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันไป  จากหลักการนี้แม้แต่ในศาสนาคริสต์ที่กล่าวถึงธาตุหลักทั้ง 4 เองก็ยังเพิ่มองค์ประกอบขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งโดยกล่าวว่าสิ่งนั้นคือ ลมหายใจของพระผู้เป็นเจ้า (God’s breath)

   ดาว 5 แฉกในแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งลึกลับของโลกตะวันตกได้มีผู้นำมาใช้เป็นสัญลักษณ์หลายอย่างรวมถึงเป็นวงแหวนเวทมนต์ด้วย  ในไพ่ทาโรต์ที่จ๊ะเอ๋เรียนนั้นดาว 5 แฉกถือเป็นสัญลักษณ์แทนมนุษย์ด้วย โดยที่ปลายทั้ง 4 ด้านของฐานคือธาตุทั้ง4 ส่วนจุดยอดคือ ก๊าซ Ether ซึ่งเป็นส่วนที่ติดต่อกับภายนอกรวมทั้งดูดซับเอาข้อมูลต่างๆ แล้วบันทึกเอาไว้อีกด้วย ก๊าซ Etherที่ว่านี้ก็คือ Spirit (จิตวิญญาณ) นั่นเอง

 จุดยอดของดาว 5 แฉกยังแสดงถึงความทะเยอทะยานของมนุษย์จากความมั่นคงในฐานของเลข 4 ให้ต่อออกไปอีกด้วย แต่ให้สังเกตุว่าดาว 5 แฉกเป็นรูปที่ไม่ได้สมมาตรมีส่วนยอดที่โผล่ออกมา และ เนื่องจากฐานเป็นจำนวนเลข 4 ด้วยเมื่อขาดสมดุลย์ก็สามารถพังทลายได้ เหมือนกับความกระหายและทะเยอทะยานของมนุษย์ซึ่งไม่มีวันสิ้นสุด แต่หากไม่รักษาเสถียรภาพเอาไว้ ก็จะนำไปสู่ความผิดพลาด ดังนั้นในไพ่ชุด minor card ของไพ่ทาโรต์ ไพ่เลข 5 ในชุดต่างๆ จะหมายถึงความผิดพลาดไม่สมหวังหรือมีอุปสรรคเสียส่วนใหญ่

 

 

เลข 6  (โหราศาสตร์ยูเรนียน)

 

ซึ่งถ้าลากเส้นเชื่อมต่อจุดทั้ง 6 ก็จะได้เป็นรูปดาว 6 แฉก

ในธรรมชาติมีสิ่งที่เป็นรูป 6 เหลี่ยมหลายอย่าง เช่น รังผึ้ง ตาหลายดวงของแมลงปอ ลายบนกระดอกเต่า หินบางชนิด รูปเหลี่ยมของเกล็ดหิมะ เป็นต้น เป็นความงามที่พบได้ตามธรรมชาติ

 นอกจากนี้เลข 6 ยังเป็นตัวเลขบนใบหน้าของลูกบาศก์ ลูกเต๋าอีกด้วย

 

จำนวน 6 ในทางคณิตศาสตร์ถือเป็น  complete number เนื่องจากเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดที่เกิดจากผลรวมของตัวเลขที่หาร 6 ลงตัว (ยกตัวเลข 6 เอง)  มาบวกกันแล้วผลลัพธ์จะได้เท่ากับตัวเลข 6เอง (เลขที่หาร 6 ลงตัวก็คือ 1,2,3 เมื่อนำผลรวมของเลข 3 ตัวนี้ก็เท่ากับ 6 ดั้งนั้นจึงถึงว่าเลข 6 เป็น complete number)   1+2+3=6  นอกจากนี้เลข 6 ยังเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามอย่างสมบูรณ์อีกด้วย

 

หากเทียบว่าเลข「1」คือความเป็นเพศชาย เลข 「2」คือความเป็นเพศหญิง เลข「3」คือเด็กหรือบุตร เมื่อนำจำนวนทั้งสามมารวมกันก็จะได้ผลลัพธ์เป็น 「6」ซึ่งแสดงถึงครอบครัว

 

ในคัมภีร์ดั้งเดิมได้บันทึกถึงเรื่องตำนานการสร้างโลกไว้ว่า ใช้เวลาสร้าง 6 วัน

หน่วยของเวลาจึงมักจะมีเลข 6 มาเกี่ยวข้องและเป็นตัวประกอบที่เป็นจำนวนทวีคูณ

เช่น 24 ชั่วโมง =6×4  1 เดือน ≒30 วัน=6×5  

ครบรอบนักษัตร (the sexagenary cycle; the signs of the zodiac in Chinese astrology) 60=6×10 เป็นต้น

 

ธาตุคาร์บอนที่มีจำนวนอะตอม 6 ก็เป็นธาต์ส่วนประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งของโครงสร้างสิ่งต่าง ๆ ในโลกตั้งแต่เพชรไปจนกระทั่งถึงสิ่งมีชีวิตจำนวนมากมาย

 

ความหมายของเลข 6 : friendship; fellowship;การแต่งงาน, ความงาม,

อุดมคติ, ความเป็นแม่, ความรับผิดชอบและหน้าที่,ครอบครัว เป็นต้น

 

   ธงชาติของประเทศอิสราเอลที่เป็นรูปดาว 6 แฉก (Hexagram) นั้นเรียกว่า Brewer's Star (Star of David, David's Star, David's Shield) ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของศาสนายิวหรือชนเผ่ายิว

 

 รูปดาว 6 แฉกในธงชาติของประเทศอิสราเอล

 

 ตราของทหารอากาศชาวอิสราเอลที่นำมาจากรูปธงชาตินั่นเอง

 

ในหลักคำสอนของ Pythagoras กล่าวว่าเลข 『6』หมายถึงการแต่งงานด้วยเนื่องจากเลข『2』ที่เป็นตัวแทนของเพศชายมาผนวกกับเลข 『3』ซึ่งเป็นตัวแทนของเพศหญิงได้เท่ากับจำนวน 6 (2×3=6) (หมายเหตุ จำนวนใดแทนเพศหญิงหรือจำนวนใดแทนเพศชายนั้น แล้วแต่หลักการและมุมมองของแต่ละที่ แต่ละสำนักด้วยเหตุผลและหลักปรัชญาที่อาจจะแตกต่างกันออกไป)

 

ขอให้สังเหตุว่ารูปดาว 6 แฉกเป็นรูปที่ได้สมมาตร เนื่องจากมีความสมดุลย์ ในไพ่ทาโรต์ ชุดไพ่ minor card เลข 6 จึงหมายถึง ชัยชนะหรือความสำเร็จได้อีกด้วย แต่ความสำเร็จนี้เป็นความสำเร็จที่ได้มาจากความมุมานะ พยายาม ฟันฝ่าอุปสรรคในเลข 5 มาได้แล้ว

 

 

 

เลข 7     (โหราศาสตร์ยูเรเนียน)                           รูป 7 เหลี่ยม (heptagon、heptagon)

 

ในรูปทรงกลมซึ่งมี 360 องศานั้นเมื่อนำตัวเลขตามธรรมชาติคือ 1~9  มาหารจะพบว่ามีแต่เลข  『7』เท่านั้นที่หารไม่ลงตัว  ดังนั้นแก่นเรื่อง (Theme) อย่างหนึ่งของเลข『7』ก็คือ “จิตใจที่มุ่งมั่นสืบหาคำตอบที่หารไม่ลงตัวนั้นตลอดกาล”    

   การนำปัจจัยตัวเลขโดด 7 ตัวมาคูณกัน(1×2×3×4×5×6×7=5,040)จะได้ผลลัพธ์เท่ากับการคูณตัวเลขที่เรียงติดต่อกันตั้งแต่เลข 7 ถึงเลข 10 (7×8×9×10=5,040)เช่นกัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเลข『7』เป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางหรือเป็นศูนย์กลางของจำนวน

 

แม้แต่ดัชนีที่วัดค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (ค่า ph) เอง ตัวเลข 7 ก็เป็นศูนย์กลางเช่นกัน

 (Ph = 7 neutral เป็นกลาง)   ทางด้านดนตรี ในบันไดเสียง 1 octaveก็จะประกอบด้วยโครงสร้างเสียงทั้งหมด 7 เสียงเช่นกัน   

(โด เร มี ฟา ซอล ลา ที  C・D・E・F・G・A・B)

 จะเห็นได้ว่าเลข 7 เป็นตัวบ่งชี้หรือมาตรฐานของสิ่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน  

  

    ความหมายของเลข 7 คือ ความสันโดษ, ปัญญา, ปรัชญา, mysticism, อภิปรัชญา, การสำรวจวิจัย, ความร้อนแรงที่อยู่ภายใน,สมาธิ เป็นต้น

 ในพันธะสัญญาเดิมกล่าวว่า “ในสมัยปฐมกาลหลังจากที่พระเจ้าสร้างโลกเสร็จโดยใช้เวลา 6 วันแล้วก็ทรงหยุดพักผ่อนในวันที่ 7” ดังนั้นในวิชาเลขศาสตร์ เลข『7』จึงหมายถึง หยุดพักด้วย

  

 ในทางดาราศาสตร์ สมัยก่อนปัจจัยบนฟากฟ้าที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็มีทั้งหมด 7 อย่างด้วยกันคือ (Mercury Venus Jupiter Saturn Sun Moon Mars) ดังนั้นจึงใช้ปัจจัยเหล่านี้แสดงวันทั้ง 7 ในหนึ่งสัปดาห์ (จึงเป็นที่มาของวันในปัจจุบันนั่นเอง) 

  บาปหนักในศาสนาคริสต์มี 7 ประการ นั่นคือ  (arrogance ความหยิ่งยะโส โอหัง/ jealousy ความริษยา/ rage ความพิโรธ / the laziness ความเกียจคร้าน/ avarice ความโลภ/ gluttony ความตะกละ / lust ราคะ)   

 

  ในส่วนหลัง(Apocalypse) ของพันธสัญญาฉบับใหม่ (Book of Revelation) ก็ได้กล่าวถึงจำนวน 7 ไว้หลายประการ เช่น โบสถ์ทั้งเจ็ด,ประตูทั้งเจ็ด,เทวดาทั้งเจ็ด จะเห็นได้ว่าเลข『7』เป็นตัวเลขที่สำคัญทางศาสนาด้วย

 

 

เลข 8   (โหราศาสตร์ยูเรเนียน)       รูป 8 เหลี่ยม (octagon)


ที่มาคือมาจากลูกบาศก์ (cube) จำนวน 2 ลูก  นั่นคือ 2 เท่า (=การผสานเข้าด้วยกัน) ของจำนวน 4 (= ความมั่นคง)  แล้วเชื่อมจุดทั้ง 8 จุดต่อเข้าด้วยกันออกมาเป็นพื้นที่  ( combination to mean fixation.)

    

 ในภาษาจีน,ญี่ปุ่น เลข 8 จะเขียนด้วยตัวอักษร  八 ซึ่งเชื่อมกับสิ่งที่ขยายต่อออกไปเบื้องล่างดังนั้นเลข 8 จึงกลายเป็นตัวเลขที่แสดงถึงความเป็นมงคล  ความน่ายินดี โดยเฉพาะในญี่ปุ่นโบราณถือว่าเลข 8 เป็นตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ นำมาใช้ในความหมายจำนวนมากอย่างคร่าว ๆ  (ในภาษาญี่ปุ่นมีคำเรียกสิ่งต่าง ๆ  สถานที่ต่างๆ  ที่มีเลขแปดเป็นส่วนประกอบหลายคำ เช่น เกาะทั้ง 8,กระจก 8 เหลี่ยม,ดอกซากุระ 8 กลีบ เป็นต้น)

 

  จีนและญี่ปุ่นมีการใช้รูป 8 เหลี่ยมมาเป็นเครื่องรางและสัญลักษณ์ของสิ่งต่าง ๆ มากมาย 

 

  ในธรรมชาติก็มีพืชพันธุ์ทรง 8 เหลี่ยม ในชีวิตประจำวันเองก็มีการนำรูป 8 เหลี่ยมมาใช้ในสัญลักษณ์ต่างๆ เช่นกัน

  ในประเทศจีนโบราณมีรูปสัญลักษณ์ 8 เหลี่ยม (Ba Gua) ในลัทธิเต๋าซึ่งเมื่อนำมาประกอบกัน 2 ชิ้นแล้วสามารถนำมาพยากรณ์ได้ (รูปภาพสัญลักษณ์ก็ดังภาพข้างล่างนี่ล่ะค่ะ โทษที ไม่รู้ว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไรน่ะ)   แต่การพยากรณ์แบบนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่า Hexagram (I Ching)

มีแนวคิดอีกอย่างที่กล่าวว่า เลข 8 ถ้าเขียนแนวนอนก็คือ  ∞ เป็นสัญลักษณ์ของ infinity, eternity

ด้วย  แม้จะแสดงถึงความไม่สิ้นสุดก็จริงแต่ก็มีแนวคิดในมุมมองอีกอย่างที่เห็นว่าเป็นการจำกัดหรือข้อจำกัดด้วย

 

  ความหมายของเลข 8 คือ พลัง Power, คุณค่าทางวัตถุ material value, องค์กร organization, อำนาจ authority, การควบคุมตนเอง self-control, ความจำกัด limit, ความทะเยอทะยาน ambition, ความใจกล้า boldness, ใจร้อน short temper, การควบคุม  rule และอื่น ๆ

 

เลข 9 (โหราศาสตร์ยูเรเนียน) 

                              

       เลข 9 ในหลักการของไพ่ทาโรต์เป็นเลขที่สำคัญมากตัวหนึ่งเช่นกัน เนื่องจากเป็นเลขที่มาจากกำลังสองของเลข 3 (3 ´3 = 9) ซึ่งเป็นตัวเลขแห่งความสเถียร

เป็นตัวเลขที่ห่อหุ้มทุกสิ่งทุกอย่างในจำนวนธรรมชาติตั้งแต่ 1~9

ให้สังเกตุว่านอกจากเลข 0 แล้ว ไม่ว่าจะนำเลข 9 ไปคูณกับจำนวนใดก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ เมื่อกระจายออกเป็นตัวเลขโดดแล้ว นำมาบวกกันจะได้กลับมาเป็นเลข 9 เสมอ

ยกตัวอย่าง เช่น (EX:9×385=3,465 → 3+4+6+5=18 → 1+8=9)

กฎนี้เรียกกันว่า "the verification of dividing by nine"       

 

 ในบรรดารูปหลายเหลี่ยมตั้งแต่สามเหลี่ยมด้านเท่าจนถึงรูปเก้าเหลี่ยมด้านเท่า มีเพียงรูปเก้าเหลี่ยมด้านเท่าเท่านั้นที่ไม่สามารถใช้ไม้บรรทัดกับวงเวียนสร้างได้ (รูปเจ็ดเหลี่ยมด้านเท่ายังมีจุดกำหนดในไม้บรรทัดที่สามารถใช้สร้างรูปเจ็ดเหลี่ยมด้านเท่าได้เมื่อใช้ร่วมกับวงเวียน)

 

 เมื่อลากเส้นต่อเนื่องกันในรูป 9 เหลี่ยมจะได้แผนภาพ enneagram 

 

แผนภาพนี้เป็นแผนภาพที่ George Ivanovich Gurdjieff (January 13, 1866? – October 29, 1949)ซึ่งเป็นนักคิดแนวจิตวิญญาณและเรื่องลึกลับในประเทศรัสเซียนำมาใช้ในการวิเคราะห์ลักษณะนิสัยทั้ง 9 แบบของมนุษย์อย่างกว้างขวาง       

 

ความหมายของเลข 9 คือ การสิ้นสุดของทุกสิ่ง ความสมบูรณ์ โลก ความใจกว้าง ความยิ่งใหญ่ จิตสำนึกโดยรวม ความสับสน ธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์

 

 ในประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากตัวเลข 9 ไปพ้องเสียงกับตัวจีนที่อ่านเสียงเหมือนกันและแปลว่า ความทุกข์ ความยากลำบาก คนญี่ปุ่นจึงพยายามหลีกเลี่ยงเลข 9  แต่ในทางตรงกันข้ามที่ประเทศจีนเลข 9 กลับเป็นตัวเลขแห่งความสุข เนื่องจากการออกเสียงของคำเรียกตัวเลข 9 『九』นั้นไปพ้องเสียงกับตัวอักษรจีนที่เขียนว่า『久』ซึ่งหมายถึง ความเป็นนิจนิรันดร์ ความยาวนาน 

  

ตัวเลขทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ ตั้งแต่ 0 – 9 เป็นหลักการของตัวเลขในธรรมชาติที่เป็นรากฐานของตัวเลขทั้งหมด ตัวเลขทั้ง 10 ตัวนี้จึงเรียกว่าเป็น Root Number และเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่งอีกด้วย   มีบางโรงเรียนที่สอนหลักการเลขศาสตร์เพิ่มเติมออกไปว่า เลขจำนวนเดิมที่ซ้อนกัน เช่น 11, 22, 33,....... มีความหมายต่อไปก็มี  ตัวเลขที่ซ้อนกันเหล่านี้บางทีก็เรียกกันว่า Master Number

ในหลักการของ Kabbalah (หลักการของศาสนายิว) จะมีหลักการของเลข 11, 22 เพิ่มเติมด้วย

แต่วันนี้ที่มาของโหราศาสตร์ยูเรเนียนขอนำเรื่องตัวเลขเสนอเพียงเท่านี้ก่อน.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Commentaires


bottom of page